เล่าเหล้า

กันยายน 3, 2008

เมื่อคืนเป็นงานวันเกิดน้องใน office พวกเรากินฉลองกันก่อน 1 วัน พอวันเกิดเขาจริง ๆ จะได้ไปฉลองกับครอบครัว จัดแจงกินกันที่ office ท่ามกลางฟ้าฝนที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้ตกหนักอย่างทีี่กังวล เหล้าขวดแรกหมดไปพร้อมกับอาการ มึน ๆ เล็กน้อย ๆ ของน้อง ๆ ที่ตามมา ขวดที่ 2 ตามมาอาการของแต่ละคนยิ่งชัดเจน ตอนนั้นผมซึ่งยังไม่เมามองไปข้างหน้าแล้วเห็นภาพตัวเองในอดีต นับตั้งแต่จิบเหล้าลงปากครั้งแรก ตอนนั้นอายุประมาณ 14-15 คนชักนำเข้าสู่วงการก็คือ อาของผมเอง เหล้าที่กินครั้งแรกเป็นเหล้าเถื่อน เหล้าที่ชาวบ้านเขาต้มกินเองนั่นแหละ ตอนจิบเข้าไปครั้งแรก รู้สึกเหมือนมันมีไฟเผาลวกคอลงไปจนถึงกระเพาะ ถ้าใครเป็นโรคกระเพาะนี่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง แต่กินแล้วแก้หนาวได้ดีมากเหมาะกับบรรยากาศหน้าหนาวในตอนนั้นมาก ร่างกายอบอุ่นช่วยให้ทำงานตอนกลางคืนได้เป็นอย่างดี (ถ้าไม่เมาจนอ๊วก) ตอนนั้นก็กินเรื่อย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีรสชาติดีแต่อย่างได เพียงแต่กินเหล้าแล้วได้เพื่อนฝูง ได้สังคม หลังจากจบมัธยมแล้ว ก็ไม่ได้กินอีกเลย จนถึงตอนเรียน ปวส ก็มีบ้างประปรายกับพวกเพื่อน ไปจนถึง ป ตรี  ที่หนัก ๆ ก็คงเป็นหลังเรียนจบ ทำงาน แทบจะทุกอาทิตย์ ต้องมีวันที่เรียกว่า “วันศุกร์แห่งชาติ” เป็นวันแห่งการสังสรรค์ ของผมและบรรดาเพื่อน ๆ กินกันจนเมาตาลอย ตาค้างเหมือนน้องใน office เมื่อคืน

จนในที่สุดชีวิตก็มาเปลี่ยน หลังจากขี่จักรยาน ต้องรีบนอนเพื่อที่จะตื่นตอนเช้ามาปั่นจักรยาน เงินจากที่เอาไปลงขวด ก็เอาลงที่จักรยาน สุขภาพแข็งแรงขึ้น ร่างกายดึึขึ้น พุงน้อยลง (อันนี้สำคัญ) เพื่อนฝูงก็ชวนไปกินบ้าง แต่ไม่ได้บ่อยเหมือนช่วงแรก ๆ รู้สึกชีวิตดีขึ้น เื่มื่อกินเหล้างานวันเกิดน้องเมื่อคืนเลยเห็นภาพสะท้อนของตัวเองออกมาในมุมมองของน้อง ๆ บางคนในบริษัท พร้อมกับคำรำพึงรำพัน เฮ้อ เมื่อก่อนเราเป็นขนาดนี้เลยหรือนี่ ผมก็พร่ำบอกน้อง ๆ เสมอว่า “คนกินเหล้าอย่าให้เหล้ากินคน” ไม่รู้จะฟังกันบ้างไหม เหล้าน่ะกินได้ แต่ต้องหัดรับผิดชอบตัวเอง เมาแล้วต้องมีความสามารถที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนแก่คนอื่น อยากให้ทุกคนค้นพบจุดเปลี่ยนของตัวเอง ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อกินเหล้าอย่างเดียว กินเหล้าเป็นบ้าเป็นหลัง กินเหล้าเข้าพรรษา “ไม่เข้าท่าเลย” -_-

ชมรมหิ่งห้อย

กันยายน 2, 2008

ปั่นจักรยาน ถ้าจะให้สนุกต้องปั่นเป็นกลุ่ม เพราะเราจะได้เรียนรู้ถึงความช่วยเหลือกันระหว่างกลุ่มด้วย เช่น เทคนิคการปั่น การดูแลรักษารถ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของจักรยาน ได้เพื่อนฝูง ได้สังคมของคนปั่นจักรยาน แรกเริ่มเดิมทีนั้นผมกับกลุ่มหิ่งห้อยไม่รู้จักกัน ได้แต่ขี่ผ่านกันไปผ่านกันมา ทักทายสวัสดีกันบ้างตามประสาชาวจักรยาน ด้วยที่เวลาเจอกันส่วนใหญ่เป็นตอนเช้ามืด จึงมองเห็นหน้ากันแบบไม่ค่อยชัดเท่าไร มาวันหนึ่งผมได้ทักทายกับลุงเบี้ยว หนึ่งในสมาชิกชมรม ก็ได้ทักทายสอบถามพูดคุยกับลุง ได้ข่าวว่าปั่นกันทุกวัีนวันละประมาณ 20 กิโล ผมได้ฟังก็อยากปั่นบ้างเพราะที่เราปั่นนั้น ปั่นระยะทางใกล้ ๆ อาศัยจำนวนรอบหลายรอบ จึงได้ระยะทางไกล สภาพของวิวก็ซ้ำ ๆ อยากไปไกล ๆ ดูบ้าง จึงขออาศัยไปเที่ยวกับลุงด้วย วันที่ไปกับทีมครั้งแรกเป็นวันเสาร์ ไปกันที่กาดหางดง แรก ๆ ตอนทุกคนมารวมกันกลุ่มก็ยังไม่ใหญ่ พอคนมาเยอาะเข้า ชักเริ่มเอะใจ เอ ทำไมมีแต่ผู้สูงอายุ เราเข้ากลุ่มผิดซะแล้วไหมนี่ แต่ไหน ๆ ก็ได้รับปากกับลุงเบี้ยวไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวกับแก ก็จำเป็นต้องไปด้วย (ได้พูดไปแล้วไม่งั้นเสียคำพูดแย่) แต่หลังจากปั่นไปได้ซักพัก บรรยากาศเริ่มดีขึ้น เริ่มมีการพูดคุยกัน เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฟังดูก็เพลินดีเหมือนกัน มันเป็นประสบการณ์ที่สั่งสมของ ของคนอายุมากจำนวนหลายคน สามารถสรุปเป็นเรื่องราวให้เราได้ศึกษาในเวลา 2 ชั่วโมงในการปั่นจักรยาน นับเป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามาก ทุกคนในกลุ่มคอยช่วยเหลือกัน ยางรั่วก็จอดช่วยกันเปลี่ยนบ้าง ปะบ้าง แวะเดินเที่ยวตลาด ดูทุกคนมีความสุขมาก จากที่เคยคิดจะเปลี่ยนกลุ่ม ผมต้องมาปั่นกับกลุ่มนี้ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลาปั่นก็รั้งท้ายพวกลุง ๆ ตา ๆ เสมอ เพื่อที่ว่าเผื่อใครมีปัญหาจะได้ช่วยเหลือได้ ถือเป็นการตอบแทนบุญชู เอ้ย ตอบแทนบุญคุณที่พวกคุณตา ได้เล่าเรื่องดี ๆ ให้ผมฟัง มาถึงตอนนี้ เช้าวันเสาร์ จะให้ไปปั่นกับกลุ่มอื่นก็คงไม่เอาแล้วครับ

น้ำหนักมันหายไปไหน

สิงหาคม 8, 2008

“3 เดือน 3 กิโล มันยอดมากเลย”
เริ่มปั่นจักรยานแรก ๆ เหนื่อยมาก รู้สึกว่าเหงื่อก็ออกมากกว่าปกติด้วย เวลาขี่ด้วยลักษณะของจักรยานเสือภูเขาทำให้ต้องก้มและเกรงท้องทำให้ เหมือนกับรู้สึกว่ากล้ามท้องจะขึ้น เหงื่ออกมาก ผ่านไป 1 เดือนลองชั่งน้ำหนักดูทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ควบคุมอาหารเลยปรากฏว่าน้ำหนักลดลง 1.5 กิโล ดีใจมากไม่น่าเชื่อ ความมั่นใจเริ่มกลับมา (เอาละวะหล่อแล้ว จีบสาวไม่ต้องอายพุงกะทิแล้ว เอแต่หน้าตานี่สิทำไงดี) ปั่นไปเรื่อย ๆ 3 เดือนน้ำหนักลดลง 3 กิโล รู้สึกว่ากางเกงมันหลวม แม่ค้าขายเสื้อผ้าอาจได้เงินจากผมก็ได้ -_-

พวกขาแรง

สิงหาคม 7, 2008

“พวกนั้นเขาขาแรง เรามันขาอ่อน”
ช่วงเดือนแรกของการปั่นจักรยาน รู้สึกจะปั่นได้ช้ามาก ๆ ยิ่งอาทิตย์แรกด้วยซ้ำ ปั่นได้แค่ 18 km/h เอง ทีแรกคิดว่าคงเร็วได้ไม่เท่าไรหรอก แต่ขณะขี่อยู่นั้น ก็ถูกคุณลุงอายุประมาณ 40-50 แต่งตัวนักกีฬาปั่นจักรยานแม่บ้านมีผ้าโพกหัว ขี่แซงไปหน้าตาเฉย พยายามไล่กวดเท่าไรก็ไม่ทัน เฮ้อ ทำใจ พวกนั้นเขาขาแรง เรามันขาอ่อน ขนาดที่ว่าอุปกรณ์ของเราดีกว่าเขามากนะ ยังตามไม่ทันสุดยอดจริง ๆ นับถือ ผมก็เกิดแรงฮึดขึ้นมาวันต่อมาจึงปั่นมากขึ้นทีแรกก็วันละ 10 กิโลมั่ง 15 มั่ง ในที่สุดก็เพิ่มเป็น 20 แล้วก็ยังตะลุยไปพิชิตดอยสุเทพอีก เพื่อเรียกกำลังขาเผื่อว่าเราจะปั่นได้เท่า ๆ พวกขาแรงมั่ง ขึ้นดอยสุเทพ นี่เป็นภาระกิจสุดหินเลย ทำความเร็วได้แค่ 5 km/h ในช่วงที่ชัน เหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่ก็ทน ๆ ปั่น พวกที่แซงเราไปก่อนหน้าขี่กลับลงดอย โบกมือให้เป็นแถว ไอ่เราจะยกมือโบกทักทายมั่ง ยังไม่มีแรง ได้แต่ผงกหัว จะพูดคำว่าสวัสดียังพูดไม่ได้ เหนื่อยจริง ๆ แต่ตอนขาลงจากดอยนี่ความรู้สึกสุดยอด ลากยาวมาตลอด ลมตีหน้า เย็นสบาย นี่แหละหนาที่ผู้รู้บางคนท่านบอกว่า ก่อนจะขึ้นสวรรค์ต้องหัดลงนรกซะก่อน พอลงมาถึงข้างล่าง ดีใจมากที่เราพิชิตดอยสุเทพ ไ้ด้แล้ว หวังว่าจะพิชิต อินทนนท์ ได้ในวันหลังเมื่อโอกาสมาถึง รอหน่อยนะอินทนนท์จ๋า ขาแรงกำลังไปเยี่ยม

อุปกรณ์เสริม

สิงหาคม 6, 2008

“เพื่อความสุขเล็กน้อยก็ต้องลงทุน”
ในช่วงเริ่มแรกของการขี่จักรยานผมจะแต่งตัวธรรมดา ขี่ไปขี่มาก็เริ่มรู้สึกว่า เอ มันเจ็บก้นแฮะ เพราะเบาะจักรยานนี่เป็นแบบมาตรฐานที่ติดตั้งมากับจักรยานเลย ซึ่งขี่ไปนาน ๆ จะเกิดอาการเจ็บก้น วิธีแก้ก็คือ ไปซื้อเบาะใหม่ หรือใส่กางเกงปั่นจักรยาน ที่ฟิต ๆ เหมือนนักปั่นจักรยานหุ่นดี ๆ ที่เขาใส่กัน มันจะมีฟองน้ำรองก้นด้วย หรือซื้อเจลมาหุ้มเบาะ ซึ่งผมเลือกวิธีสุดท้าย ซื้อเจลหุ้มเบาะ 500 บาท ขี่ไปขี่มา ออกตอนเช้ามืด ก็กลัวจะถูกรถปิ๊กอัพ สอยเอาจึงติดไฟท้าย 300 ไฟหน้า 500 ผ่านไปไม่นาน เอ แล้วถ้าเราล้มหัวฟาดพื้นล่ะ เกิดเอ๋อขึ้นมานี่ทำยังไงดี ทำงานให้เจ้านายไม่ได้ แล้วจะหาเงินได้ไง คิดได้ดังนั้น เอ๊า ซื้อหมวก 800 บาท ผ่านไปไม่นาน (อีกครั้ง) ขี่ระยะทางไกล ๆ แล้วเกิดอาการที่เรียกว่ามือชา มีคนแนะนำให้หาถุงมือมาใส่ อืมมม ลองดู(วะ) ซื้อถุงมือ 450 บาท ก็ปรากฏว่าหายชาจริง (ของเค้าดีจริง)  ไม่นานหลังจากนั้น  เอ ปั่นไปก็สนุกดีนะ อุปกรณ์ป้องกันตัวก็มีแล้ว เอ๊ะ ถ้ายางรั่วล่ะ นั่นไงแก้ปัญหาได้ด้วยการ ซื้อที่ปะยางพกพา กับสูบลมแบบพกพา สนนราคารวมกันประมาณ 500 ผ่านไปไม่นาน (อีกสักครั้ง) รู้สึกว่ายังปั่นได้ไม่ดีเท่าไร ขนาดคนอายุ 40 ยังปั่นแซงเราหน้าตาเฉย แบบนี้ต้องหาตัวช่วย ต้องบรรไดแบบคลีทถึงจะช่วยได้ จะได้ปั่นได้สนุกขึ้น ทั้งปั่นทั้งดึง ต้องดีแน่เลย จัดไปบันไดแบบไม่แพงมาก 1200 บาท แต่เอ๊ะ บันไดนี่ต้องใช้คู่กับรองเท้าที่เป็นคลิทนี่นา เกิดมาไม่เคยซื้อเสื้อผ้าของใช้ราคาแพง ๆ เลย แค่เสื้่อตัวละ 400-500 คิดแล้วคิดอีก เอาน่าด้วยใจรัก ทุ่มสุดตัวสุดหัวใจ รองเท้าปั่นจักรยานแบบติดคลิทได้ จัดไป 2400 บาท
ทุ่มเทไปมากต้องปั่นให้มาก คิดว่ายังไงก็คุ้มค่า บางทีนะเสียให้หมออาจมากกว่านี้ก็ได้ ว่าแต่ตอนนี้ใครจะใจบุญบริจาคเงินค่าข้าวบ้างครับ -_-”

คนแปลกหน้าทักทาย ทักทายคนแปลกหน้า

สิงหาคม 5, 2008

“คนแปลกหน้าทักทาย”
ช่วงอาทิตย์แรก ๆ ของการขี่จักรยาน เจอเพื่อนร่วมทางที่มีวิถีชีวิตเหมือนกันอยู่หลายคน ทั้งที่เหมือนและแตกต่าง แต่ทุกคนที่ได้เจอล้วนแต่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น วันแรก ๆ ปั่นไปคนเดียวเงียบ ๆ เจอพี่คนหนึ่งแต่งกายเต็มชุดของคนขี่จักรยานขี่มาเทียบ ยิ้มให้แล้วมาทักทายด้วยคำง่าย ๆ “สวัสดีครับ” แล้วก็ขี่แซงไป ผมก็ทักทายตอบ “สวัสดีครับ” ไล่หลังไป วินาทีนั้นเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า รู้สึกดีจริง ๆ คนไม่รู้จักกันก็มาทัุกทายกันได้ อาจเป็นเพราะเรามีชะตาชีวิตบนหลังอานจักรยานเหมือนกัน จึงได้ทักทายกัน แล้วถ้าบนถนนสายเดียวกันล่ะ การทักทายกันก็น่าจะให้ความรู้สึกที่ดี ๆ แค่กล่าวคำว่า “สวัสดี” แค่นี้เอง ง่ายนิดเดียว
“ทักทายคนแปลกหน้า”
หลังจากโดนคนแปลกหน้าทักทายไปแล้วทำให้รู้สึกดี ก็เลยคิดจะทักทายคนแปลกหน้าบ้าง เขาอาจรู้สึกดีเหมือนกับที่เรารู้สึกก็ได้
พี่หนาน –> คนนี้หอบของพะรุงพะรัง ขี่จักรยาน ห้อยพระเต็มคอ เจอกันประมาณตี 5 กว่าทุกวัน แรก ๆ เป็นการทักทายกันที่ไม่ธรรมดา เพราะเราทักทายกันแค่การยกมือขึ้นเฉย ๆ แรก ๆ ผมกดกระดิ่ง แล้วก็ยกมือขึ้นธรรมดา แต่พี่หนานแก ยกมือขึ้นประมาณว่า ไฮ่ฮิตเลอร์ อาการประมาณนั้นเลย วันต่อมาผมก็เลยเอาบ้าง มันเลยกลายเป็นท่าทักทายสุดฮิตของเราสองคน (เท่ห์จริง ๆ ไฮ่ฮิตเลอร์)
คุณยายไท่เก็ก –> คนนี้เขาขี่จักรยานมารำมวยไท่เก็กทุกวัน เจอสวนกัน ผมก็ทักทายสวัสดีบ้าง ยิ้มให้บ้าง แกก็ทักทายคำเดิมตอบกลับประจำ (ไม่เคยเปลี่ยนคำเลยนะยาย) “ไงนักปั่น” อยากจะขอแก้ตัวเหมือนกันว่าผมไม่ใช่นักปั่นจักรยาน ผมเป็นแค่คนถีบจักรยานที่รักสุขภาพ เท่านั้นเอง
คุณตาวัย 73 –> สวมเสื้อนอกแขนยาวสีเหลือง ตราครองราชย์ 80 พรรษา ปั่นจักรยานแม่บ้านออกกำลังประจำ หลังสัมภาษณ์ก็ทราบคร่าว ๆ ว่าคุณตาเป็นคนลำปางย้ายมาอยู่กับลูกที่เชียงใหม่ เป็นอัมพฤกต์ที่มือ หมอก็แนะนำให้ออกกำลังกาย พอมาปั่นจักรยาน อาการก็ดีขึ้น (ดีใจที่จักรยานมีส่วนช่วยอีกหนึ่งชีวิต พลางนึกว่า เอเราจะปั่นได้ถึงอายุเท่าไรนะ)
ชมรมหิ่งห้อย –> กลุ่มนี้เป็นชมรมปั่นจักรยานกลุ่มใหญ่ประมาณ 10 กว่าชีวิต เจอกันครั้งแรก ที่หน้าศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม เกิดความรู้สึกอยากทักทายพวกเขาที่นั่งอยู่เป็นกลุ่ม “สวัสดีครับ” เสียง 10 กว่าเสียงตอบกลับมาทันที “สวัสดีครับ ค่ะ” เล่นเอาขนลุก น่ายินดีจริง ๆ
ชายไทยไม่ทราบชื่อ –> ปั่นจักรยานเหมือนกัน คนนี้ดูจะเป็นคนที่ทักทายกันแบบธรรมดาที่สุด บางวันก็ยิ้มให้กัน บางวันก็สวัสดีครับ
นักวิ่งแห่งเวียงกุมกาม –> พี่(น้า) นักวิ่ง ออกกำลังดูท่าทางแข็งแรงมาก ขณะที่เราปั่นจนลิ้นห้อย พูดคำว่าสวัสดีแทบไม่ไหว พี่แกยังพูดออกมาได้ตามปกติ น่านับถือ
นักบวชต่างศาสนา –> คนนี้เป็นนักบวชสัญชาติไหนสายไหนก็ไม่ทราบได้ นุ่งห่มเสื้อสีส้ม ยังกับดับเพลิง ไว้เคราเหมือนพระเยซู ทีแรกก็กะว่าจะไม่ทักทาย แต่คราวหลังคิดว่า เราควรขจัดอคติในใจออกไป ทักทายทุกคนบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ก็เลยลองกล่าวคำทักทาย “Hello” แทนที่นักบวชคนนั้นจะกล่าวคำ Hello ตอบ กลับยกมือสองมือขึ้นไหว้ แล้วพูดว่า “สวัสดีครับ” ชัดถ้อยชัดคำ  ตั้งแต่นั้่นมาเจอกันทุกเช้าก็จะทักทายกันตลอด ผมต้องยกมือขึ้นพนมมือข้างเดียวด้วย (ปล่อยมือสองข้างไม่ได้เดี๋ยวล้ม) ทีแรกก็ดูสายตาคนอื่น เอ จะมองว่าเราเป็นตัวประหลาดไหม แต่มาคิดมาคิดไป ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าของเราก็เคยแสวงหาทางดับทุกข์ เคยเดินตามเส้นทางนี้เหมือนกัน เขาเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ก็น่าจะให้เกียรติยกมือไหว้เขาด้วย คิดได้ดังนั้นก็สบายใจ

ถ้าใครเจอผมปั่นจักรยาน merida สีส้มสุดสวยช่วงเวลาระหว่าง ตี 5 ถึง 6 โมงเช้าบริเวณเวียงกุมกาม ทักทายได้ “สวัสดีครับ”

สิ่งที่ขาดหาย VS ถ้าไม่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็ไม่เปลี่ยน

สิงหาคม 4, 2008

ช่วงแรกของการได้จักรยานคันใหม่ ตอนกลับมาจากที่ทำงานต้องนั่งมองจักรยาน แบบว่า เห็นมันสวย ๆ จอดอยู่ แล้วอดไม่ได้อยากถีบ (แต่เห็นคนสวย ไม่ได้อยากถีบนะ) แต่ตอนเลิกงานนี่ รถรา มันวิ่งขวักไขว่เหลือเกิน เกรงว่าถ้าออกวิ่งตอนเย็นจะเอาชีวิตไปทิ้งซะเปล่า ๆ ก็เลยอดใจไว้พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาปั่นตอนตี 5 ดีกว่า ตอนนอนหลับก็รู้สึกตื่นเต้น ที่วันพรุ่งนี้จะได้ปั่นจักรยาน ตื่นเต้นอยู่ 2-3 อาทิตย์ ความรู้สึกตื่นเต้น ก็จางหายไป แต่สิ่งที่ยังเหลือก็คือ ความรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ปั่นจักรยาน
“สิ่งที่ขาดหาย”
เสียงโทรศัพท์จากเพื่อนดังขึ้น เฮ้ยว่างไหม เย็นนี้ไปก๊งกัน ? เหรอไม่ค่อยว่างเรามีนัดแล้วเย็นนี้
เพื่อน ๆ คงสงสัยว่าจู่ ๆ ทำไมช่วงนี้งานเยอาะจัง ที่จริงแล้ว นัดที่ว่านั้นคือการนอนแต่หัวค่ำ เพื่อที่จะได้ตื่นมาปั่นจักรยานตอนตี 5 ทุกวัน วันละประมาณ 20 กิโล งานสังสรรค์กับเพื่อนเริ่มหายไปทีละนิดทีละหน่อย จากที่เคยก๊งกันเกือบทุกอาทิตย์ เหลือเพียง เดือนละครั้ง หรือ บางทีก็น้อยกว่า

“ชีวิตเปลี่ยน”
ในเมื่อเที่ยวน้อยลง กินเหล้าน้อยลง ออกกำลัง สุขภาพเลยแข็งแรงมากขึ้น แน่นอน ก็น่าจะเก็บเงินได้มากขึ้ัน แต่ช่วงนี้ไม่แฮะ แล้วจะเขียนว่าทำไมถึงไม่ รู้แต่ว่าชีวิตเปลี่ยนแน่ จากที่เคยเป็นหวัด ไม่สบายทุกครั้งที่เปลี่ยนฤดูกาล กลับกลายเป็นคนแข็งแรง สุขภาพจิตดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เมื่อก่อนขึ้นบรรได 3 ชั้นก็เกิดอาการเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวนี้สบาย ๆ รู้สึกว่าคุ้มค่ามากกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รู้สึกสมองโปรดโปร่ง ทำงานได้ดีขึ้น ปั่นจักรยานมีแต่ได้กับได้จริง ๆ

เพราะรักจึงถีบ

สิงหาคม 4, 2008

“ชีวิตนี้โชคดีนัก ที่ได้ขี่จักรยาน”

ตอนเด็กยังจำได้ว่า มีคนขี่จักรยานผ่านหน้าบ้าน เป็นจักรยานที่สวยมากเห็นแล้วเกิดความรู้สึกอยากได้ อยากขี่ขึ้นมา ความทรงจำนั้นเลือนหายไปตามกาลเวลา ต่อมาเมื่อโตขึ้นได้ลองขี่จักรยานเสือภูเขาของเพื่อนอีกครั้ง เกิดความรู้สึกดีอย่างประหลาด เป็นความรู้สึกที่ดี เกิดอยากได้ อยากขี่ อยากมีจักรยานเป็นของตัวเองขึ้นมา จึงได้ปรึกษากับเพื่อนที่ขี่จักรยาน แล้วก็หาจักรยานมาขี่ ในสนนราคา 17,500 บาท ถามตัวเองเหมือนกันว่า แพงไหม ? จักรยานราคาเป็นหมื่น (ความจริงของคนอื่นคันเป็นแสนก็มี)
พระเครื่องล่ะ ก้อนหินก้อนเดียวราคาเป็นแสน เป็นล้าน ?
แล้วโทรศัพท์มือถือล่ะ หลักหมื่นหรือเปล่า ?
คำถามมันมาจบตรงที่ว่า แล้วถ้าป่วยเพราะไม่ได้ออกกำลังกายนี่ เงินเท่าไรก็ไม่คุ้ัม ทุกวันนี้ปั่นจักรยานเพื่อหนีหมอ หนีโรคภัยไข้ัเจ็บ
แล้วทำไมไม่เป็นอย่างอื่น กีฬาที่ถูก ๆ ก็มีนี่นา ? คำตอบก็คือ มันต้องเป็นอะไรที่รักแล้วก็ที่ชอบด้วย ถึงจะทำได้นาน ๆ และไม่เบื่อ ตอนนี้ขี่จักรยานมา 3 เดือนละได้ระยะทาง 1963 กิโลเมตร ได้หลายสิ่งหลายอย่างกลับคืนมา คุ้มชนิดที่ว่าเงิน 17500 บาทนี่ เป็นเรื่องเด็ก ๆ เลยเมื่อเทียบกับสิ่งดี ๆ ที่ได้เจอ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.