เมื่อคืนเป็นงานวันเกิดน้องใน office พวกเรากินฉลองกันก่อน 1 วัน พอวันเกิดเขาจริง ๆ จะได้ไปฉลองกับครอบครัว จัดแจงกินกันที่ office ท่ามกลางฟ้าฝนที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้ตกหนักอย่างทีี่กังวล เหล้าขวดแรกหมดไปพร้อมกับอาการ มึน ๆ เล็กน้อย ๆ ของน้อง ๆ ที่ตามมา ขวดที่ 2 ตามมาอาการของแต่ละคนยิ่งชัดเจน ตอนนั้นผมซึ่งยังไม่เมามองไปข้างหน้าแล้วเห็นภาพตัวเองในอดีต นับตั้งแต่จิบเหล้าลงปากครั้งแรก ตอนนั้นอายุประมาณ 14-15 คนชักนำเข้าสู่วงการก็คือ อาของผมเอง เหล้าที่กินครั้งแรกเป็นเหล้าเถื่อน เหล้าที่ชาวบ้านเขาต้มกินเองนั่นแหละ ตอนจิบเข้าไปครั้งแรก รู้สึกเหมือนมันมีไฟเผาลวกคอลงไปจนถึงกระเพาะ ถ้าใครเป็นโรคกระเพาะนี่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง แต่กินแล้วแก้หนาวได้ดีมากเหมาะกับบรรยากาศหน้าหนาวในตอนนั้นมาก ร่างกายอบอุ่นช่วยให้ทำงานตอนกลางคืนได้เป็นอย่างดี (ถ้าไม่เมาจนอ๊วก) ตอนนั้นก็กินเรื่อย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีรสชาติดีแต่อย่างได เพียงแต่กินเหล้าแล้วได้เพื่อนฝูง ได้สังคม หลังจากจบมัธยมแล้ว ก็ไม่ได้กินอีกเลย จนถึงตอนเรียน ปวส ก็มีบ้างประปรายกับพวกเพื่อน ไปจนถึง ป ตรี ที่หนัก ๆ ก็คงเป็นหลังเรียนจบ ทำงาน แทบจะทุกอาทิตย์ ต้องมีวันที่เรียกว่า “วันศุกร์แห่งชาติ” เป็นวันแห่งการสังสรรค์ ของผมและบรรดาเพื่อน ๆ กินกันจนเมาตาลอย ตาค้างเหมือนน้องใน office เมื่อคืน
จนในที่สุดชีวิตก็มาเปลี่ยน หลังจากขี่จักรยาน ต้องรีบนอนเพื่อที่จะตื่นตอนเช้ามาปั่นจักรยาน เงินจากที่เอาไปลงขวด ก็เอาลงที่จักรยาน สุขภาพแข็งแรงขึ้น ร่างกายดึึขึ้น พุงน้อยลง (อันนี้สำคัญ) เพื่อนฝูงก็ชวนไปกินบ้าง แต่ไม่ได้บ่อยเหมือนช่วงแรก ๆ รู้สึกชีวิตดีขึ้น เื่มื่อกินเหล้างานวันเกิดน้องเมื่อคืนเลยเห็นภาพสะท้อนของตัวเองออกมาในมุมมองของน้อง ๆ บางคนในบริษัท พร้อมกับคำรำพึงรำพัน เฮ้อ เมื่อก่อนเราเป็นขนาดนี้เลยหรือนี่ ผมก็พร่ำบอกน้อง ๆ เสมอว่า “คนกินเหล้าอย่าให้เหล้ากินคน” ไม่รู้จะฟังกันบ้างไหม เหล้าน่ะกินได้ แต่ต้องหัดรับผิดชอบตัวเอง เมาแล้วต้องมีความสามารถที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนแก่คนอื่น อยากให้ทุกคนค้นพบจุดเปลี่ยนของตัวเอง ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อกินเหล้าอย่างเดียว กินเหล้าเป็นบ้าเป็นหลัง กินเหล้าเข้าพรรษา “ไม่เข้าท่าเลย” -_-